| 個人檔案Jael - To Me,You are PER...相片部落格清單 | 說明 |
|
15 September นาฬิกาทรายนาฬิกาทราย
เมื่อทรายเม็ดสุดท้ายได้สิ้นสุดลง เวลาของเรื่องเก่าก็ได้หยุดไปพร้อมกับทรายเม็ดนั้น
แต่ เวลา ของเรื่องใหม่ได้ถูกเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้หล่ะครับ เราหยุดกระแสของเวลาไม่ได้
เอาหล่ะในเมื่อมันเป็นอย่างนั้น ชีวิตมันก็ต้องก้าวเดินต่อไป
"พระเจ้ามักจะส่งบททดสอบอันโหดร้ายให้กับผู้ที่เข็มแข็งอยู่เสมอ"
ในเมื่อผมอยากเป็นคนเข็มแข็ง เพราะฉะนั้นก็ควรจะต้องผ่านบททดสอบที่มันโหดร้ายจากท่านต่อไป
ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมด
ขอโทษกับสิ่งที่ได้พลาดพลั้ง
ขอบใจกับคำเตือน และความหวังดีทั้งหลาย
สุดท้ายถึงแม้ไม่อาจจะหยุดกระแสแห่งเวลาลงได้
แต่ก็ไม่เคยนึกเสียใจในเรื่องที่ผ่านมา
"เวลาอาจจะเปลี่ยนแปลงคนเราได้ แต่สำหรับผมสิ่งที่เปลี่ยนคือ เวลา เท่านั้น"
เรื่องสุดท้ายที่อยากจะเตือนกับท่านทั้งหลาย
เวลาที่ท่านมีอยู่มันก็เหมือนกับนาฬิกาทราย เมื่อใดที่ทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่นลงมา
นั่นคือ เวลาที่หมดลง
ท่านหยุดเวลาไว้ไม่ได้ ย้อนเวลานั้นไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือ เก็บเวลานั้นไว้ในความทรงจำ
เวลามีจำกัด ฉะนั้นจงใช้มันอย่างระมัดระวัง (นาฬิกาทราย) 11 June Pear IIPear II
กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปนานโข คราวนี้จะพยายามเอาสาระกลับมาฝากอีก ต้องบอกก่อนนะครับว่าที่หายไปนานไม่ใช่อะไรหรอก ไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องอะไรมาเขียนดี เพราะส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องคิดถึงแฟนตัวเองซะมากกว่า ^ ^ เรื่องต่อจากนี้ขอเป็นเรื่อง เพื่อนรัก อีกครั้งนะครับ มีอะไรบางอย่างฝากให้เพื่อนรัก เอาหล่ะเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ก็เริ่มจากที่ค้างไว้เลยละกัน หลังจากที่พิมพ์ไว้เยอะและก็ดันทำหาย นางเอกของเรื่องยังเป็นคนเดิมอยู่นะครับไม่ได้เปลี่ยนน่อ (กันไอ้พวกมือวางเพลิง เพราะไปวางไว้เยอะ 555)
“ดีงับ ตึ๋งๆๆ รักหมูฮับ” คำสั้นๆแต่เป็นคำที่พิเศษสำหรับแพร์คนเดียว การที่ได้เอ่ยคำพวกนี้เวลาคุยกันมันก็ทำให้รู้สึกว่าเวลาเมื่อ 3 ปีก่อนระหว่างเราไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว เราสองคนห่างกันมันน่าเศร้าแต่ก็ควรที่จะเกิดขึ้น เพราะมันเป็นเวลาที่เราควรออกไปเรียนรู้และขัดเกลาให้ตัวเองเติบโต มิใช่เด็กๆๆที่แบมือขอเงินพ่อแม่ไปเรียนไปเที่ยวกันโดยไม่รู้จักรับผิดชอบต่ออนาคตของเราทั้งคู่ ผมเคยเปรียบเปรยให้แพร์ฟังว่า “การที่เราเป็นแฟนกันก็เหมือนกับว่าเราเป็นต้นอ่อนที่ถูกนำมาปลูกใกล้กันมากที่สุดในแปลงเพาะเลี้ยง แต่พอเราเริ่มพ้นจากการเป็นต้นอ่อนไปเป็นต้นกล้า คนที่นำเราเข้ามาพบกันคงเห็นได้ว่า ต้นกล้าทั้งสองถึงแก่เวลาที่จะต้องเจริญเติบโตไปเป็นต้นไม้ใหญ่ จึงได้ทำการแยกต้นกล้าทั้งสองออกไปแยกเพาะปลูกโดยเว้นระยะห่างจากเราทั้งสองต้น มุมมองของเราทั้งสองมันเกิดระยะทางขึ้น แต่พอเรามองไปในสวนไร่นาของเขา เราก็ยังเป็นต้นที่ใกล้กันมากที่สุดเหมือนเดิม”
ขอบคุณครับที่ช่วยเหลือเราทั้งสอง การที่เราอยู่ใกล้กันมากเกินไปในช่วงเวลาแห่งการเจริญเติบโต มันอาจจะก่อให้เกิดผลเสียอันใหญ่หลวงในอนาคตของเราทั้งคู่ได้ เหมือนกับต้นกล้าที่ปลูกติดกัน ทั้งสองต้นไม่สามารถดูดซึมอาหารได้เพียงพอกับการเจริญเติบโตดั่งที่ควรจะเป็น
ที่ว่าง ระหว่างเราเป็นความหวังดีของคนที่นำเรามาพบกัน ถึงจะเศร้าที่ห่างกันแต่เพื่ออนาคตเราทั้งสองต้องอดทน ....ขอบคุณมากที่เลือกเรา ....ขอบคุณมากที่อยู่ข้างเราในยามที่ต้องการ ....ขอบคุณมากที่รักเรา
ผมเคยเอ่ยปากว่าใครก็ตามที่กล้าเสี่ยงจะเลือกผม ผมก็จะขอตอบแทนให้ดีที่สุด ....ผมสัญญา....
เวลาอาจจะเปลี่ยนแปลงคนเราได้ แต่สำหรับผมสิ่งที่เปลี่ยนคือเวลาเท่านั้น
รักหมูฮับ 28 November ความเป็นตัวของตัวเองความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ทราบว่าเคยหลุดความเป็นตัวของตัวเองหรือปล่าวครับทุกท่าน ในความรู้สึกส่วนตัวผมว่ามันเป็นอาการที่แย่มากเอาเหมือนกันนะครับ เพราะว่ามันโหวงๆแบบบอกไม่ถูกอ่ะ แต่เท่าที่รู้ก็คือว่าตัวผมจะพยายามทำให้ตัวเองกลับมาเหมือนเดิมให้มากที่สุด ผมภูมิใจกับตัวเองที่ตัวเองเป็นอยู่ทุกวันนี้ และมันก็แย่มากๆถ้าเราต้องเสียความภาคภูมิใจนี้ไป ใช่ครับถึงว่ามันอาจจะชั่วคราวแต่ก็อีกนั่นหล่ะ เพียงแค่ช่วงเวลานิดเดียวมันก็แย่ซะขนาดนั้น ที่จะมาพูดถึงวันนี้ก็คือ การรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้ให้ได้ หลายๆคนเสียความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างดายโดยไม่น่าเชื่อ เพียงแค่เพราะคนรอบข้าง ใช่ครับว่าคนรอบข้างมีอิทธิพลเป็นอย่างมาก แต่ก็อย่าให้มากพอจนเขาสามารถเปลี่ยนคุณได้ ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีไปกว่าตัวเราเอง คำกล่าวหรือเรื่องเล่ารอบตัวของเรา นี่ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลพอที่จะเปลี่ยนตัวเราได้ อย่าทำตัวหูเบาเพราะแม้กระทั่งตัวเรายังหวั่นไหวไปตามเรื่องที่พวกเขาคิด แล้วอย่างนี้ใครจะกล้าเชื่อคำตอบของเราเมื่อเวลาที่เรายืนยัน ผลเสียของการเป็นอย่างนี้เท่าที่ผมเห็นก็คือ เราจะทำอะไรได้ไม่เต็มที่ ขาดๆเกินๆตลอดเวลา และก็ไม่พอใจกับตัวเองเป็นอย่างยิ่ง แล้วจะทำให้ตัวเองรักษาความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างไร??? สิ่งที่ผมทำก็คือ เชื่อมั่นในตัวเองและก็จงภาคภูมิใจกับตัวเอง คนเราไม่เหมือนกันครับ เขาอาจจะมีในสิ่งที่เราไม่มี และก็ในทางกลับกันคือ เราอาจจะมีในสิ่งที่เขาไม่มี ฉะนั้นแล้วจงภาคภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเองของคุณ เพราะนี่คือสิ่งที่คุณเพียงคนเดียวและไม่มีใครที่จะมีเหมือนคุณได้
เรื่องนี้อาจจะสั้นไปนิดเพราะว่าผมเขียนเองก็ยังงงเองบ้างเหมือนกัน 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 เรื่องหน้าขอเขียนเรื่อง Pear II รอเวลาเขียนมานานแล้วครับพี่น้อง งวดนี้มีได้อิจฉาตาร้อนกันอีกแน่ๆๆๆ 21 November กำลังใจกำลังใจ เป็นอีกเรื่องนึงที่คิดหัวข้อเรื่องแล้ว ทำให้ผมอมยิ้มได้ เพราะเหตุใดหน่ะหรือ ก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมสามารถทำให้ผู้อื่นได้ดีที่สุด หลายครั้งที่ผมอยากได้กำลังใจจากคนอื่นเมื่อยามที่มีปัญหา แต่ก็หลายครั้งเช่นกันที่ว่าคนรอบข้างมองปัญหาของผมเป็นเรื่องเล็ก (ถ้ามันเล็กจริง ตูไม่มานั่งเครียดหรอก เศร้าอยู่แล้วยังไม่พอยังจะมาทำให้น้อยใจอีก ชิชะ) ผมไม่ได้ว่าหรอกครับที่ท่านไม่ได้รับฟังแต่ถ้าท่านมีเวลาสักนิดก็สละเวลารับฟังการระบายทุกข์ของผู้ที่มีปัญหาสักหน่อยเถอะ เขาอาจจะไม่ได้อยากให้ท่านช่วยแก้ปัญหาให้ทั้งหมด สิ่งที่เขาต้องการบางครั้งอาจจะต้องการก็แค่ “ผู้รับฟัง” ผมเคยดูหนังอยู่เรื่องนึงคือ Pay it forward เนื้อหาหนังคือเด็กคนนึงเขาได้รับมอบหมายงานจากครูของเขาในการหาเรื่องมาเขียนเรียงความ เขานั่งคิดอยู่นานว่าเด็กอย่างเขานั้นจะสามารถทำอะไรได้ จนกระทั่งเขาได้ช่วยเหลือคนคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จักกัน เมื่อเขาได้ช่วยเหลือคนๆนั้นแล้วมันก็ทำให้เขาคิดได้ว่า หัวข้อที่เขาจะเขียนเรียงความนั้นคืออะไร เขาได้พยายามช่วยเหลือคนที่มีปัญหาตามกำลังความสามารถของเขา เขาได้ช่วยเหลือผู้ใหญ่คนนึง และเมื่อผู้ใหญ่คนนั้นได้รับการช่วยเหลือแล้วนั้น ผู้ใหญ่คนนั้นถามกลับมาว่า หนูมาช่วยฉันเนี่ยต้องการอะไรเป็นค่าตอบแทนหรือ เด็กชายตอบกลับไปว่า “ผมอยากให้คุณช่วยเหลือคนที่คุณสามารถช่วยเหลือได้แค่เพียง 3 คนก็พอ” หนังแสดงเจตนารมณ์ของเนื้อหาได้ดีมาก คือ จงเรียนรู้ที่จะให้ เพราะผู้ที่จะรับไม่ได้มีเพียงฝ่ายเดียว เพียงเมื่อไรที่คุณได้ช่วยเหลือใคร ไม่ใช่แค่คนที่รับเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ แต่มันส่งผลกลับมาที่ตัวคุณด้วย นั่นก็คือ ความอิ่มอกอิ่มใจ ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้นมันจึงทำให้ผมคิดได้ว่า ถ้าเมื่อไรที่เราเจอคนที่มีปัญหาและเราสามารถที่จะช่วยเขาได้ ผมยินดีที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ก็อย่างที่บอกสิ่งที่ผมทำให้ผู้อื่นได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องรอก็คือ การให้กำลังใจ ถามว่ามันน่าเบื่อไหมเวลารับฟังปัญหาจากใครสักคน ตอบได้อย่างเต็มปากเลยว่า ไม่ เพราะการที่เขานำเรื่องที่ทุกข์ใจของเขาวิ่งเข้ามาหาคุณจงยินดีไว้เลยว่า คุณนั้นเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากเขาแล้ว คงไม่มีใครที่ไหนหยิบปัญหาของตัวเองไปเล่าหรือปรึกษากับใครที่ไหนไม่รู้ การที่เขาจะเข้าไปปรึกษากับคุณนั้นก็หมายถึงว่า เขาเห็นว่าคุณนั้นสามารถช่วยเหลือเขาได้ หลายๆครั้งที่ผมพบว่าคนที่มีปัญหานั้นรู้ถึงวิธีแก้ไขในปัญหาของตัวเอง แต่การที่เขามาปรึกษากับคุณ ก็เพียงเพื่อขอกำลังใจจากคุณเท่านั้นเอง เมื่อทราบอย่างนี้แล้วคุณยังคิดจะทำลายความหวังของเขาได้อีกหรือ??? ทำเถอะครับ มันไม่ได้ยากเย็นอะไรนักหรอก ถ้าวันใดวันนึงที่คุณต้องการกำลังใจจากผู้อื่น ผมเชื่อว่าคนที่คุณได้ช่วยเหลือไปนั้น เขาเต็มใจที่จะส่งมอบกำลังใจกลับคืนคุณด้วยเหมือนกัน สิ่งที่คนต้องการไม่ใช่มีเพียงแค่ ความรัก ความเข้าใจ กำลังใจ ก็เป็นอีกสิ่งนึงที่คนเราก็ไม่สามารถขาดได้เหมือนกัน เรามาส่งต่อความรู้สึกดีๆให้ผู้อื่นได้โดยการให้กำลังใจกันดีกว่า
เรื่องหน้าเป็นเรื่องอะไรดีหว่า อาทิตย์นี้อยากเขียนทุกวัน..... ความเป็นตัวของตัวเอง ละกันนะ เพื่อนเพื่อน คำอีกคำหนึ่งที่เราจะพบเห็นคนเราพูดถึงไม่น้อยไปกว่ากับคำยอดฮิต หรือว่า “ความรัก” นั่นเอง คำนี้มีความหมายอย่างมาก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งนั้น ทุกคนอยากมีเพื่อน ใครๆก็อยากมีเพื่อน ไม่เว้นแม้แต่คุณที่อยากมีเพื่อน แต่เพื่อนมีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนตาย เพื่อนรัก เพื่อนสนิท เพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว และก็แค่ “เพื่อน” แน่นอนความหมายของแต่ละคำไม่เหมือนกัน เรามาดูเพื่อนทีละแบบกันเลยดีกว่าครับ เพื่อนตาย เพื่อนรัก - คำนี้คนที่จะเข้าใจความหมายได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเขาค้นพบ เพื่อนสนิท - มันมากกว่าเพื่อนธรรมดา ประมาณว่ารอเวลาที่จะได้รับการยอมรับที่มากกว่านี้ ซึ่งอาจจะก้าวไปเป็นเพื่อนตายหรือว่าเพื่อนรักได้ สุดแต่แล้วว่ามันจะเป็นอย่างไง แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะต้องก้าวต่อไปได้ แต่ไงก็มีโอกาสมากที่สุด อันนี้เราคงจะต้องถามคุณ “ ความสัมพันธ์ ” ว่าเขามาถึงเมื่อไร เพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว - น้อยคนนักที่อยากมีเพื่อนประเภทนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนพวกนี้จะต้องไม่ดีเสมอไป เพราะบางครั้งคุณอาจจะต้องการแค่นั้น สุดท้ายคือ “เพื่อน” - ต้องขอบอกว่า เพื่อน ตามความรู้สึกผมนี่มันเป็นอะไรที่บอกไม่ถูก เพราะมันดูครึ่งๆกลางๆ แต่มันก็ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก คือมันเปลี่ยนไปได้เป็นเพื่อนทุกๆประเภทที่กล่าวมาทั้งหมด การเริ่มต้นจากเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญ แต่ละก้าวสามารถเปลี่ยนสถานะไปได้ตลอดเวลา ฉะนั้นแล้วพึ่งระลึกไว้ว่าการกระทำมันส่งผลถึงผลลัพธ์ หลายๆคนบอกว่าการที่เราจะได้พบเพื่อนรักหรือว่าเพื่อนตายสักคน บางทีอาจจะไม่มีทางได้พบเลยตลอดชีวิตหรือว่าบางคนโชคดี เขาอาจจะได้พบแล้ว ถ้าใครที่พบแล้วผมอยากขอให้คุณรักษาเขาไว้เพราะการจะเป็นเพื่อนรักกันมันไม่ใช่แค่วันหรือสองวัน หน่วยที่เรียกว่าปี มันยังจะน้อยเกินไปเลยด้วยซ้ำ “ เวลา ” คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดแต่ไม่ใช่ตัวกำหนดระดับความสำคัญ อธิบายอย่างง่ายคือ เวลา นั้นสำคัญตรงที่ว่า ยิ่งคุณมีเวลากับเพื่อนของคุณมาก คุณก็มีโอกาสที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนของคุณได้มากเท่านั้น แต่ที่ไม่ใช่ตัวกำหนดความสำคัญตรงที่ว่า บางคนอาจจะใช้เวลาที่ชีวิตในการที่จะสร้างความสัมพันธ์ แต่กับบางคนอาจจะเพียงแค่ชั่วพริบตา ฉะนั้นแล้วสำหรับผม “เวลา” ไม่ได้เป็นจุดวัดความสำคัญของเพื่อนแต่มันอยู่ที่ความสัมพันธ์ต่อบุคคลนั้นมากกว่า เพราะไม่อย่างนั้นผมคงบอกได้ว่าเพื่อนสมัยประถมมีความสำคัญมากกว่าเพื่อนสมัยมัธยม เท่านี้คงเข้าใจเหมือนผมแล้วสิครับว่า “เวลา” ไม่ใช่ตัวกำหนดความสำคัญ ฉะนั้นการที่จะเป็นเพื่อนรักกันได้มันไม่ใช่แค่คบกันมานานเท่านั้น มันอยู่ที่ว่าคุณจะสื่อสารกันได้มากเท่าไรในเวลาที่มีอยู่ จงใช้เวลานั้นให้คุ้มค่า เพราะเราไม่สามารถเรียกขอได้ตามใจต้องการ ถ้าถามความหมายกับคนที่ไม่เคยมีเพื่อนรัก เขาจะไม่มีทางที่จะตอบความหมายนั้นได้อย่างสมบูรณ์ อาจจะตอบได้แค่เบื้องต้น แต่ความหมายอันลึกซึ้ง ผมรับรองได้เลยว่าไม่มีทางแน่ๆ ไม่ใช่ดูถูกว่ากล่าวกัน แต่มันเป็นความจริง เพราะคนที่ไม่เคยพบย่อมไม่มีวันเข้าใจกับคำว่า เพื่อนรัก ไม่ผิดหรอกครับที่ไม่เข้าใจ แต่มันผิดที่ไม่พยายามทำความเข้าใจ ใช่หรือไม่ใช่ คนกำหนดคือตัวคุณ และเช่นเดียวกัน คุณคือคนที่ใช่หรือไม่ เขาจะเป็นคนตอบคุณเอง เรื่องถัดไปคือ กำลังใจ 15 November การรักตัวเองการรักตัวเอง เรื่องนี้ต้องชิงเอามาพูดกันก่อนที่คนอื่นเขาจะเขียนดีกว่า เพราะมันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผม คุณเคยได้ยินไหมที่มีบางคนเฝ้าพร่ำบอกว่า “เขานั้นรักคุณมากกว่าตัวเอง” ใครได้ฟังประโยคดังกล่าวข้างต้น ผมมั่นใจว่าคุณจะต้องดีใจแน่ๆ แต่ในส่วนตัวผมอยากเสนอข้อคิดบางอย่างนิดหน่อยละกัน ผมเชื่อนะว่าถ้ามีคนพูดแบบนี้กับผม ผมต้องดีใจแน่ๆ เพียงแต่หารู้ไหมว่าผมกลับดีใจไม่เท่ากับที่เขาจะพูดว่า “เขารักตัวเองมากกว่าคนอื่น” การรักตัวเองมากที่สุด มันไม่น่าเกลียดเท่าไรหรอกครับถ้าจะบอกคนอื่น ใช่มันอาจจะดูน่าเกลียดหรือว่าเห็นแก่ตัว แต่ยังไงผมก็มันเป็นความจริงนี่นา แต่เอ...ไม่รู้สิทำไมบางคนถึงต้องไม่ยอมรับความจริงด้วยว่าคุณรักตัวเองมากกว่าคนอื่น เพราะสุดท้ายการกระทำแต่ละอย่างที่คุณได้ทำออกมา นั้นเป็นการกระทำเพื่อตนเองทั้งนั้น คุณอยากให้เขารักคุณ คุณเลยทำดีให้เขา – อย่างนี้เขาเรียกว่าทำเพื่อตัวเองไหมหว่า??? คุณอยากให้เขามีความสุข คุณเลยเสียสละที่จะไม่ได้เป็นคนที่เคียงข้างเขา – และนี่เขาเรียกว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอีกหรือ??? นั่นหล่ะคุณทำทุกอย่างเพื่อตัวเองทั้งหมด แต่ว่าการกระทำแบบหลัง บางครั้งเราอาจจะมีชื่อเรียกมันอีกอย่างว่าเป็นการเสียสละ ซึ่งมันเป็นการกระทำที่ลึกซึ้งมากกว่าแบบแรก แต่ไม่ว่ายังไงมันก็เป็นการทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น เพราะอย่างนี้หล่ะผมถึงได้บอกว่าผมจะดีใจมากกว่าที่ได้จะได้ยินคำพูดจากปากคุณว่า “ผมรักตัวเองมากกว่าคนอื่น” แต่การรักตัวเองยังไงโดยที่ไม่ทำร้ายตัวเองเนี่ยหล่ะเรื่องสำคัญ คนเรารักตัวเองมากที่สุดไม่ทำให้คุณน่าเกลียด แต่การเห็นแก่ตัวเนี่ยหล่ะที่จะทำให้คุณน่าเกลียดที่สุด การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นเราจะต้องเรียนรู้จัก การให้ การเสียสละ อย่ารอเวลาว่าจะมีคนมาให้คุณเมื่อไร แล้วคุณถึงจะให้เขาตอบ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะเป็นฝ่ายให้ก่อน ซึ่งการเสียสละก็สำคัญไม่ด้อยไปกว่าการให้ ทั้ง 2 เรื่องเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อใดที่คุณรักตัวเอง จงอย่าลืมเรื่องการให้และการเสียสละ เมื่อนั้นแล้วการรักตัวเองของคุณจะไม่ทำร้ายตัวคุณเอง ฝากไว้หน่อยนะครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะอยากให้คุณรักตัวเองแบบไม่ทำร้ายตัวเอง
เรื่องต่อไปเราจะว่ากันเรื่องอะไรกันดี อืม..........เพื่อน 14 November ระดับคุณค่าของความสำคัญระดับคุณค่าของความสำคัญ ทำไมเรื่องนี้ถูกยกมาก่อนเวลาที่คิดไว้ก็เพราะว่า คราวนี้ผมเจอปัญหาซ้ำซากกับตัวเอง ซึ่งต้องขอบอกครับว่ามันน่าเบื่อ การเป็นคนคุยเก่งหรือพูดเก่งนั้นมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี - คุณหาเพื่อนได้ง่าย ข้อเสีย - มันก็ทำให้คุณเสียเพื่อนง่ายเหมือนกัน หลายๆคนคงงง ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร เพราะข้อดีกับข้อเสียทำไมมันขัดแย้งกันเองอย่างนี้ เอาหล่ะมาเข้าเรื่องแล้วคุณจะได้รู้ว่าทำไมมันสามารถขัดแย้งกันเองได้ขนาดนั้น ผมเป็นคนนึงหล่ะที่ชอบกำหนดระดับคุณค่าของความสำคัญ มันเป็นนิสัยที่ดีไหม อืม.... บอกตรงๆว่ามันไม่ดีหรอก แต่ว่าเป็นทัศนะคติส่วนตัว คือผมคิดว่าเราควรเรียนรู้ผู้อื่นในตัวตนของเขา ไม่ใช่กำหนดตัวตนของเขา กับคนรอบข้าง ในครั้งแรกนั้นผมให้ความสำคัญกับทุกคน 100% แต่เขาจะตอบกลับมาเท่าไรนั่นหล่ะคือจุดที่จะใช้วัดระดับคุณค่าของความสำคัญ ใช่ครับมันอาจจะดูไม่ยุติธรรมเพราะว่าเขาอาจจะไม่รู้ว่าทัศนะคติผมเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องบอกอีกครั้งว่านี่หล่ะโลกแห่งความจริง คุณไม่รู้หรอกว่าการกระทำครั้งนี้มันถูกหรือว่าผิด ดังนั้นพึงรำลึกไว้ว่า ผลของการกระทำมันมาจากสิ่งที่เราได้กระทำลงไป ผมให้คุณ 100 แต่คุณคืนผมมา 20 คุณคิดว่าครั้งต่อไปผมจะให้คุณเท่าไร เหมือนหลักตรรกะคุณสามารถตอบได้แทนผมทันที คราวนี้คุณคงเข้าใจที่ผมจะสื่อแล้วใช่ไหมครับ บางคนคุณมีความสำคัญกับผมมากๆ หรือว่าบางคนคุณคือคนที่ไม่มีความสำคัญกับผมเท่าไร การที่คุณเห็นเขาเป็นคนที่มีความสำคัญกับคุณมากที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าเขาจะต้องเห็นคุณมีความสำคัญที่สุดสำหรับเขา หลายครั้งที่ผมได้เพื่อนใหม่ๆ และก็เวลาเดียวกันผมก็อาจเสียเพื่อนใหม่ๆ ได้เช่นกัน เพราะเหตุใดหน่ะหรือ เพราะว่าพวกเขาไม่เข้าใจถึงระดับคุณค่าของความสำคัญ มันยากที่จะยอบรับว่าเราเป็นคนที่ไม่ได้สำคัญที่สุดของคนสำคัญของเรา ผมเข้าใจครับ แต่ต้องลองมองย้อนดูว่าแล้วทำไมผมถึงไม่ให้ความสำคัญที่สุดสำหรับคุณ คนเราไม่เหมือนกัน คุณมีจุดเด่นอย่างนึง อีกคนมีจุดเด่นอีกอย่างนึง คน 2 คนไม่เหมือนกัน แล้วทำไมถึงจะต้องมาเรียกร้องให้ผมตัดสินด้วยว่าใครสำคัญมากกว่ากัน ผมบอกได้คำเดียวว่า เมื่อไรที่คุณกระทำแบบนี้เมื่อไร เมื่อนั้นระดับคุณค่าของความสำคัญของคุณลดลงอย่างน่าใจหาย มันน่าเสียใจมากที่สุดก็คือที่ผ่านมาคุณแทบจะไม่รู้จักอะไรผมเลย คุณไม่ได้พยายามเรียนรู้ตัวตนผม แต่คุณกลับพยายามกำหนดตัวตนผม พอคิดอย่างนี้แล้ว บอกได้คำเดียวครับว่าเสียใจจริงๆ นี่หล่ะผมถึงได้บอกว่าการเป็นคนคุยเก่งมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แฟนผมเคยมีเพื่อนของเธอคนนึง ซึ่งเธอคิดว่าเพื่อนใหม่นี้พยายามเข้าใจในตัวเธอแต่พอเธอได้รู้ว่าเพื่อนคนนั้นไม่ได้พยายามเข้าใจเธอแต่กลับพยายามกำหนดตัวตนของเธอ เมื่อเธอรู้อย่างนั้นแล้ว เธอบอกกับผมว่า เธอเสียใจกับที่เสียโอกาสในการมีเพื่อนที่ดีคนนึง พอผมเจอเรื่องนี้บ่อยๆ เลยคิดว่า ขอนำเรื่องนี้มาบอกเล่ากันก่อนเวลาที่คาดไว้ดีกว่า เพราะว่า ผมเบื่อแล้วกับเหตุการณ์แบบนี้
เรื่องหน้านะครับ การรักตัวเอง การคบกันนานแล้วที่ไม่ได้เข้ามาเขียน ไม่ใช่ว่าไม่อยากเขียนหรอกครับ แต่ว่าไม่ว่างเลยต่างหากครับ วันนี้มีเวลาเลยเข้ามาเขียนเพื่อให้ได้อ่านกันต่อดีกว่า เริ่มเรื่องกันเลยดีกว่า การคบกัน เรื่องที่ยากที่สุดของการมีคู่ก็คือการคบกันเนี่ยหล่ะครับ มันน่าจะเหมือนว่าน่าจะง่ายนะ ก็ได้เป็นคู่กันแล้วนี่ แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นเลยหน่ะสิ เพราะว่ามันเป็นการเริ่มต้นขั้นตอนต่อไปต่างหาก ผมไม่รู้หรอกทางที่ถูกที่สุดมันเป็นยังไง แต่ละคู่มีวิธีการต่างๆกัน ฉะนั้นก็ขอเอาความคิดของผมฝ่ายเดียวมาพูดดีกว่า เพราะไม่อยากบอกว่าความคิดของคนอื่นผิดและของผมถูกที่สุด ผมว่านะการเริ่มต้นคบกันนั้น เราต้องแสดงออกถึงท่าทาง ความคิดและตัวตนของเราให้คู่เราได้รับรู้ หลายๆคนคิดว่าจะต้องทำให้คู่ของตัวเองประทับใจจึงเลือกที่จะทำตัวในแบบที่คู่ของเขาต้องการ แต่ว่ามันเป็นความคิดที่ผมมั่นใจได้อย่างเต็มที่เลยว่ามันเป็นความคิดที่ผิดแน่ๆ เพราะไม่ว่าคุณจะพยายามทำให้ได้มากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะต้องกลับเป็นตัวของตัวเองอยู่นั่นหล่ะ และเมื่อนั้นปัญหามันจะเกิด (เธอเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงไม่เหมือนแต่ก่อน เธอมีอะไรเปลี่ยนไปใช่ไหม???) แต่ถ้าคุณแสดงตัวตนของตัวเองให้คู่ของเราได้รับรู้แล้วนั้น สามารถที่จะป้องกันเรื่องพวกนี้ได้อย่างแน่นอน แล้วจะต้องทำยังไงหรือที่จะแสดงตัวตนของตัวเองได้หล่ะ? วิธีที่ขอแนะนำคือ การคุยกัน ผมเลือกที่จะคุยกับคู่ของผมเองทุกเรื่อง มันเป็นการเรียนรู้และแสดงออกที่ดีที่สุด อย่าอายที่จะกระทำ เพราะเมื่อคุณไม่มีโอกาส คุณมักจะเรียกร้องขอโอกาสนั้นอย่างแน่นอน จงพยายามเรียนรู้ผู้อื่น มากกว่าที่จะกำหนดเอาเองว่าเขาเป็นอย่างไร การคบกันมองดูแล้วมันไม่น่ายาก แต่เชื่อผมซิว่ามันยากที่สุดแน่ๆ ทุกๆคนเข้าใจว่าจะต้องทำอย่างไรแต่จะทำได้หรือไม่นั้นนั่นหล่ะปัญหา
เรื่องนี้สั้นๆเพราะว่าเป็นเรื่องที่ทุกๆคนเข้าใจได้โดยง่ายแต่จะทำได้หรือไม่ก็ต้องลองถามตัวคุณดูครับ ^ ^ เรื่องถัดไปนี้ขอเป็นเรื่องที่อยากเขียนไว้หลังๆ แต่เห็นว่าน่าจะหยิบยกมาให้เร็วกว่าที่คิดไว้ดีกว่า ระดับคุณค่าของความสำคัญ 24 October การอกหักมาตามสัญญาแล้วครับ เมื่อวานไม่ได้เขียนก็เพราะว่า เล่นเกม ไม่มีเวลาอ่ะ
นอกเรื่องก่อนเลยดีกว่า ผมว่าเด็กผู้ชายกับเกมนี่เป็นเรื่องปกตินะ เห็นผู้หญิงหลายๆคนชอบบ่นว่าทำไม ชอบเล่นเกมกันจัง เล่นมันทั้งวี่ทั้งวัน อันนี้ขอชี้แจงก่อนเลยดีกว่า ว่าพวกผมเกิดมาตอนเล็กๆนั้นทาง
ตลาดหุ้นเขายังไม่ให้เข้าไปลงทุนหรือไม่ก็ตอนนั้นรัฐบาลยังไม่ให้ประกอบกิจการเกี่ยวกับมือถือ
ตอนนั้นเลยจำเป็นจะต้องหาอะไรทำแก้ว่างในยามเด็กไปก่อน เหล่าบรรดาสาวๆทั้งหลายชอบบอกบ่น
เวลาแฟนตัวเองไปเล่นเกม อืม..... มันก็น่าบ่นอยู่หรอก แต่โปรดเข้าใจพวกเขาหน่อยว่านั่นคือตัวจริง
ของเขา เขาโตมาพร้อมกับเรื่องพวกนี้ อยู่ดีๆจะให้เขาทิ้งสิ่งที่เขาเป็นเพื่อไปเป็นแบบที่คุณต้องการ
(เรื่องนี้ไว้คราวต่อไป การคบกัน) ผมเข้าใจว่าบางท่านอาจจะเถียงว่าก็ไม่เห็นจะตงจะตายตรงไหน
แล้วสิ่งที่ฉันแนะนำนั้นมันผิดตรงไหน อันนี้ไม่ขอเถียงละกัน เพราะเข้าใจว่าการตำหนินั้นปนไปด้วยความ
ห่วงใย เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ลองนึกก่อนว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นแบบนั้นหรือเปล่าหรือว่าพอหลังจากมีคุณ
แล้วเขาเพิ่งเป็น ถ้าเขาเป็นอยู่แล้ว ก็โปรดดีใจได้เลยครับ เพราะเขาไม่ได้เปลี่ยนไปจากที่เขาเคยเป็น
เอาเป็นว่าวันนี้ผมจะมาพูดอีกเรื่องนี่หว่า ฉะนั้นเอาน้ำจิ้มไปเท่านี้ก่อน รอบหน้าเจอกัน วันนี้เราก็มาเข้า
เรื่องหัวข้อวันนี้เลยละกัน
การอกหัก อันนี้ก็ขอเอาประสบการณ์ของตัวเองมาเล่าดีกว่า เพราะว่าคิดอยู่เหมือนกันว่าจะอธิบายยังไงดี แต่มันไม่เหมือนเรื่องที่ผ่านมาอ่ะ คือจะบอกยังไงดี มันเป็นเรื่องของการผิดหวัง ซึ่งมันไม่ตายตัวในทาง
แก้ แต่หลักๆมันจะเกือบเหมือนกัน ผมเคยลองฟังประสบการณ์การอกหักของผู้อื่นในขณะนั้นตัวเองไม่
เคยพบเจอ เท่าที่จับใจความได้ คือมัน เจ็บแทบตาย ครับ อันตัวเรานั้นก็พยายามทำความเข้าใจพอลอง
นึกดูว่า โดนคนที่เราชอบหรือรักบอกเลิกกัน มันก็คงจะต้องเจ็บแทบตายเหมือนกัน สยองเอาเรื่องนั่นแค่
นึกนะ ในใจตัวเองก็นึกว่าตัวเราคงเข้าใจอารมร์ของคนที่อกหักได้แทบทั้งหมด (เคยฝันว่าเลิกกับคนที่
ชอบหรือรัก ตื่นมาแทบจะไปวิ่งแก้บนเลยพอรู้ว่านั่นคือความฝัน T . T)
แต่เอาเข้าจริงๆแล้วมันต่างกันอย่างมากเลยครับ พอเจอกับตัวเองก็รู้เลยว่า การเจ็บแทบตายนั่นเป็นยังไง เรื่องที่เราเคยนึกนั้นมันเป็นเรื่องขี้ผงไปเลย เพราะว่ามันไม่แทบตายแล้ว มันจะตายเลยจริงๆตั้งหาก
งงอ่ะดิว่ามันขนาดนั้นเลยหรือ(สำหรับคนที่ยังไม่เคย ผมไม่ได้มาขู่ให้กลัว แต่อยากให้ทำความเข้าใจให้
มาก เพราะผ่านมาแล้วจึงอยากให้เตรียมตัวให้พร้อมกับความผิดหวังครั้งนี้ เพราะมันจะหนักกว่าครั้งไหนๆ
ที่คุณเคยเจอมา) ที่พูดมามันก็ไม่เกินความจริงเลยสักนิด จะยกตัวอย่างให้เห็นภาพหน่อยละกัน ย้อนไป
ยามวัยหนุ่ม(24 แล้วนี่ตู เออตูมันแก่ มีไรมะ)สักอายุ 18 ได้ตอนนั้นด้วยความสับสนในวัยรุ่นในเรื่องของ
อารมณ์ จึงทำให้ผมได้มีประสบการณ์อกหัก
ขอแทรกนิดนะ มันเป็นสิ่งที่อยากให้รู้กันก่อน เราจะแยกไม่ออกว่าเรารักเขาหรือว่าเราชอบเขา เพราะเด็กๆเรามักจะมั่วกับทุกครั้งของความรู้สึกว่าเรา นั้นรัก มิใช่แค่ชอบ แต่เมื่อคุณเรียนรู้การอกหักแล้ว คุณจะแบ่งแยกได้ว่าแค่ชอบหรือว่าเรารัก
(มีประโยชน์ดีนะ) จากความไร้เดียงสานั้นจะทำให้คนเราเกิดการผิดพลาดได้(เมื่อก่อนชอบ พอจะเลิก
กับคนที่ชอบ มันเจ็บแต่ไม่ตาย วัน 2วัน เราก็จะปรับตัวได้ แต่พอเราตัดสินใจพลาดหรือว่าการรู้เท่าไม่ถึง
การ อาจจะทำให้คุณเกิดอาการปากดีเวลาคุณทะเลาะกับคนที่คุณชอบหรือว่ารัก แต่เมื่ออาการปากดีนั้น
ไปเกิดกับคนที่คุณรักมันจะต่างจากอันแรก เพราะคราวนี้คุณจะเจ็บแทบตายและมันจะไม่ใช่แค่วัน 2วัน)
ก็นั่นหล่ะจะเป็นส่วนต่อของเรื่อง คือว่าผมแยกไม่ได้ว่ารักหรือว่าชอบ คราวนี้ผมไปปากดีกับคนที่ผมรัก ซึ่งความงี่เง่าของเด็กวัยรุ่นคือเวลาทะเลาะกันมันจะบอกเลิกกัน ในตอนนั้นก็คิดว่า ไม่เป็นไรหรอก
เราผ่านมาได้หลายครั้งแล้วนี่วัน 2วัน เราก็จะเป็นเหมือนเดิม แต่ที่มันแย่ก็คือคราวที่ผมรักอ่ะดิ มันเลยไม่
ใช่แค่วัน 2วันแล้วอ่ะ มันเป็นปีเลย T . T หลายๆคนเคยถามผมนะว่า คนเรามันเจ็บกันได้นานขนาดนั้น
เลยหรือ เมื่อก่อนคงบอกไปว่า บ้าปล่าว วัน 2วันมันก็หายแล้ว คงเหมือนกับการเป็นแผลสดมั้ง
แต่เอาเข้าจริงมันเป็นเหมือนกับการเป็นแผลหน่ะแหล่ะแต่ว่าเป็นหนองด้วย
แผลมันก็หายในวัน 2 วัน อย่างที่คิด แต่ว่าหนองนี่นานเลยอ่ะ(เทียบไปได้ไงฟะนี่) อ้างนิดหน่อย ผมเป็นคนร่าเริงนะ ไม่ชอบอยู่กับความเศร้า คือว่าไม่ชอบทำตัวให้ดูเศร้า ต้องทำยังไงก็ได้ ให้สดใสตลอดแต่พออกหัก ผมเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่สุงสิงกับที่บ้านเป็นปีเลย จนเพื่อนรักทั้ง2มันลง
ความเห็นว่าควรจะเอาตัวผมไปส่งให้จิตแพทย์ กีฬาที่เคยชอบก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ใช้เล่นเพื่อกลบ
เกลื่อนความเศร้า และที่สำคัญเคยคิดว่าอยากตายนะ แต่ไม่ใช่จะฆ่าตัวตาย(อันนี้ก็ขอเตือนไว้ก่อน
ความคิดอยากตายเพื่อจะได้หนีความเจ็บปวดมันเกิดได้กับทุกคน แต่มันไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องหรอก
มันทำได้แค่หนีปัญหาเท่านั้น แต่หลังจากนั้นมันจะมาพร้อมกับความเศร้าโศกของคนที่รักคุณมากที่สุด
นั่นก็คือ พ่อแม่ของเรานั่นเอง ฉะนั้น อย่าได้จะคิดฆ่าตัวตาย เพราะคุณจะทำให้พ่อแม่ของคุณต้อง
พบกับนรกทั้งเป็น) แต่ก็จนแล้วจนรอด ผมอยู่กับความเศร้ามานาน จนกระทั่งวันหนึ่งความเศร้ามันได้ ผ่านพ้นไปทำให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่าง การเอาแต่ใจ การใช้อารมณ์ ความอดทน การปล่อยวาง
การรักให้เป็น และอะไรอื่นๆ อีกมากมาย ผมตัดสินใจนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนแก่ตัวเองและอยาก
ที่จะแบ่งปั่นความรู้ที่ได้มานี่ให้กับทุกคนที่ยังไม่เคยพบหรือว่ายังคิดไม่ได้ เคยคิดว่าถ้าคนทั้งโลกอกหัก
มาคนละครั้งก็น่าจะดีเนอะ คนเราจะได้ตระหนักในการกระทำแต่ละครั้งของตนเอง ผลของการกระทำแต่
ละครั้งจะส่งผลกลับมายังตัวเขาเอง
จะว่าไปมันก็ยาวมากแล้วนะ มันยังไม่หมดหรอก แต่เรื่องใจความสำคัญต่างๆผมคิดว่าผมนำมาเขียนไว้ หมดแล้ว ดังนั้นก็ขอจบตอนนี้ไว้เท่านี้ก่อน(คาดว่าจะมีตอนเสริมเพื่อเก็บตกเรื่องนี้) ขอบคุณมากที่ทนอ่าน(มันเยอะอ่ะ) เรื่องหน้าบอกไว้แล้วนะว่าเราจะมาคุยเรื่องอะไรกัน ติดตามกันต่อไป 21 October บัดซบที่สุดเรื่องโคตรฮาของวันนี้ เมื่อ 3 วันก่อนเพื่อนมันโทรมาบอกว่า เม้ง : เจียวแกได้งานยัง มีเจ้านายเก่าเจ้ตูกำลังหาคนอ่ะ เจียว : จัดมาโลด ที่ไหนไม่เกี่ยง เม้ง : แต่ว่ามันมีปัญหาอย่างนึงนะ เจียว : มันจะมีอะไรที่แก้ไม่ได้หรือ เม้ง : เขาเป็นคนสิงค์โปรพูดไทยไม่ได้ อังกฤษลูกเดียว เจียว : -- --" (ตะโขงแล้วไงตู เล่นเอาภาษาพ่อแม่คนอื่นมาให้พูดแล้วไง) เม้ง : ....... เจียว : สบายๆ(กับผีอะไรเล่า) จัดมาได้เลย เม้ง : โอเค เดี๋ยวจะบอกสถานที่ให้ไปสัมภาษณ์นะ วันถัดมาก็มีคนจีนโทรมา คุยกันไปคุยกันมา สรุปได้ว่าวันนี้เวลา 10.00 สัมภาษณ์ วันนี้ตื่นแต่เช้า(5.30) เพื่อเตรียมไปสัมภาษณ์ เลยออกจากบ้านตั้งแต่ 8.30 ทั้งๆที่ขับรถไป 15 นาทีก็ถึง ถึงที่หมายก็เข้าไปทำการกรองใบสมัคร จากนั้นคนจีนก็ได้เข้ามาทำการสัมภาษณ์(อังกฤษล้วน T . T) จนแล้วจนรอด ทางคนจีนก็ได้ทำการตอบตกลงรับกระผมเข้าทำงาน เมื่อเสร็จสิ้นจากการสัมภาษณ์แล้วทางข้าพเจ้าจึงทำการกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านแม่ถามว่าได้ไหม ตอบแม่แบบภาคภูมิใจว่าได้ แม่กลับถามว่า แล้ววันนี้พูดภาษาอังกฤษไม่เมื่อยมือหรือ (-- --") จัดแจงถอดเสื้อ แต่งชุดลำลอง 3นาทีหลังจากนั้น มีโทรศัพท์เข้ามา Sim : คุณอัครินทร์ ทำไมถึงยังไม่มาสัมภาษณ์อีก เรานัดกันไว้ 10.00 นี่ (Sub Thai) เจียว : ก็ผมไปแล้วนี่ครับ เราเพิ่งสัมภาษณ์กันไปเองนี่ (Sub Thai) Sim : ไม่นะ คุณไปสัมภาษณ์ที่ไหน (Sub Thai) เจียว : (โอ้วพระเจ้าจอร์ช ไอ้บ้าที่ไหนมันรับตูเข้าทำงานฟ่ะ) ได้ครับผมจะรีบไปอีกที (Sub Thai) สรุป คือ ตูไปสัมภาษณ์ผิดที่ แล้วมันดันรับตูอีกไอ้ที่แรกหน่ะ ฉะนั้นใครหางานละก้อ มีที่แนะนำ คือไอ้ที่ตูไปที่แรกหล่ะ ขากลับต้องไปขอโทษขอโพยเขา "ผมมาผิดที่ครับ" การไร้คู่มาแล้วๆ ตามมาติดๆ จากกระแสภาคแรก Pear I ได้รับการตอบรับ(หรือเรียกแบบทั่วไปว่า อิจฉา)อย่าง
ล้นหลาม วันนี้ขอออกนอกเรื่องจากหัวข้อเรื่องหน่อยละกัน ประมาณว่านึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้พอดี
สำหรับคนที่ยังไม่มีคู่นั้น ไม่ต้องเสียใจไปนะพวกท่าน อาจจะเป็นเพราะยังไม่ถึงแก่เวลาอันควร(ขอเน้น อายุไม่เกี่ยว อย่าอ้าวว่าพี่แก่แล้ว แซวใครคงรู้ตัวเองดีนะพี่) ยังไงก็ต้องขอบคุณสำหรับคำชม(คำติไม่
รับ)ด้วยนะครับ วันนี้มีเรื่องที่อยากจะพูดถึงก็คือ เรื่องของการไร้คู่
การไร้คู่ อันนี้พบได้ทั่วไปกลาดเกลื่อน ไม่ต้องตกใจถ้าท่านอยู่ในสถานะนี้ ไม่ใช่โรคที่รักษาไม่หาย มันมีทางแก้ ครับ ทุกคนเคยผ่านมาแล้ว แต่หลายๆครั้งอาจะแก้แบบไม่ตรงจุด อย่างไรหน่ะหรือ แรกเริ่มต้อง
ขอบอกไว้ก่อนนะว่า ให้คำแนะนำได้แต่ผู้ชาย เพราะผมไม่ได้เคยเป็นผู้หญิงเลยไม่เชี่ยวพอที่จะให้คำ
แนะนำได้ การไร้คู่ ทุกคนเคยเป็น แต่ว่าทำไมบางคนถึงหลุดออกจากอาการนี้ได้ นั่นหน่ะสิมันก็น่างงอยู่หรอก(สำหรับคนที่ยังไม่มีคงคิด มั้ง) ไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอกครับ วิธีแก้คือ ความกล้า พูดมันง่ายหรอกแต่ทำจริงแล้วมันยาก เป็นไหมเวลาเจอคนที่ชอบแล้ว องค์ป๊อดจะเข้าทรง
ร่างเรา พูดจาตะกุกตะกัก มือไม้สั่น สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ป้ำๆเป๋อๆ เป็นหมดทุกคนหล่ะเชื่อดิ แต่ว่า
ลองคิดดูเอาว่าจะเป็นมันยังงี้ตลอดแล้วก็เฝ้าแต่นึกว่าพระเจ้าช่วยลูกช้างทีเถอดและก็แห้วไป
หรือว่าจะเดินเข้าไปบอกว่าสนใจเขาดีหล่ะ คิดง่ายๆถ้าป๊อดนะ มีทางจบทางเดียว คือไร่แห้ว 400งาน
เป็นของท่านกับหน้าด้านเดินเข้าไปบอกชอบ อันนี้มีทางจบ 2 ทาง เสมอตัว(ทางเดียวกับป๊อดนั่นหล่ะ)
กับฟลุ๊ค(เขาพอจะสนใจเรา)
เมื่อได้อ่านอย่างนี้แล้วก็ขอให้เอาไปตริตรองดูนะครับ ว่าจะเลือกทางไหน กล้าไว้ไอ้น้อง จะกลัวอะไร ไม่กล้าก็แห้ว กล้าแล้วอาจจะไม่แห้วก็ได้ อ่อ ข้อสำคัญอีกอย่างนึง เรื่องนี้สำคัญเอาเรื่องเหมือนกัน สำหรับเรื่องนี้ บางคนไร้คู่นั้นอาจจะไม่ใช่ไม่มีเสน่ห์ แต่เขากลับเลือกที่จะไม่มีเองซะมากกว่า เพราะอะไรหน่ะหรือ คนพวกนี้เขาจะมีคนที่จะต้องใส่ใจมากมาย ไม่ว่าจะ พ่อ แม่ พี่ น้อง อากง อาม่า อาเหล่าอี้ เหล่าแปะ
ตี๋เล็ก หมวยใหญ่ และอื่นๆอีกมาก คุณเป็นยังงั้นดีแล้วครับอย่าได้คิดจะมีคู่เลยเมื่อยังไม่พร้อมเพราะว่า
คนที่จะมาคู่กับคุณจะน่าสงสงารเอาอย่างมาก อย่าได้ตามกระแส เพื่อนมีชั้นก็ต้องมีมั่งอะไรอย่างนี้
และก็อย่างได้เผลอหลอกตัวเองว่าเราสนคนนั้นคนนี้ เพราะสุดท้ายมันจะไปกันไม่รอด อย่าเสียเวลา
และอย่าทำให้คนอื่นเขาต้องเสียความรู้สึกเลย ถ้าไม่ได้เป็นแบบนี้แล้วก็หาคู่ไปเถอะครับ เรื่องหน้าการอกหัก วันนี้พอแค่นี้ก่อน ไว้เจอกันเรื่องหน้า 20 October Pear Iวันนี้ขอลองเขียนถึงแฟนตัวเองเป็นครั้งแรกหน่อยละกัน ไม่ได้หวังอะไรกับที่เขียนหรอกครับ แค่อยาก
เขียนเท่านั้นเอง เริ่มจากอะไรดีหว่า.... เอาเป็นว่าต้องขอเกริ่นเกี่ยวกับเจ้าของเรื่องเขาหน่อยละกัน
เพราะคาดว่าหลายๆคนที่แวะเข้ามาอ่านคงยังไม่รู้จักเธอสักเท่าไร ทำไมหน่ะหรือ ก็เพราะว่าถ้าเธออยู่เมืองไทย พวกคุณทั้งหลายก็คงจะไม่ได้เห็นหน้าผมหรอก(อิ อิ อิ) เจ้าของเรื่องนั้นว่ายังไงดี หลายๆคนก็บอกว่าเธานั้นดุ น่ากลัว เงียบ โหด อย่าได้เชื่อเลยนะครับ นั่นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ แต่ผมว่านะ พวกเขายังไม่เห็นเธอในส่วนที่ผมเห็นนั่นเอง ในสายตาผมแล้วเธอเป็นคนที่น่าประทับใจมาก อย่างไงหน่ะหรือ ก็ประมาณว่า เธอไม่เหมือนใครดี และเธอก็ทำให้ผมรู้สึกว่า เธอห่วงผมมากกว่าใครๆที่ ผมได้เจอมาอ่ะ จุดแรกที่เธอไม่เหมือนใคร ก็คือ เธอไม่เหมือนใครนั่นหล่ะ(กำปั้นทุบปฐพี)
มันอธิบายลำบากนะ พวกคุณลองจับใจความเอาเองละกันนะ ส่วนประกอบเธอเท่าที่พบค้นพบก็ นักดนตรี ช่างถ่ายรูป จิตรกร และอะไรอีกนานา ที่ผมไม่มีเลยในตัว สักนิดแต่ผมก็ชอบนะ มันเหมือนกับว่าเธอเป็นครึ่งหนึ่งที่ผมไม่มี การได้มองดูอีกครึ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
มาก การได้เห็นเธออธิบายในเรื่องที่เธอชอบให้ฟังนั้น มันเหมือนกับการได้ฟังนิทาน
เพราะเธอจะบอกเล่าเรื่องด้วยอารมณ์ที่เห็นแล้วคุณจะต้องยิ้มแน่ๆ โดยปกติแล้วเธอจะเงียบ(แต่ผมว่าไม่นะ อยู่กับผมเธอก็พูดเก่งเอาเรื่องนะนั่น -- --") แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของเธอหรอก มุมมองอื่นๆคือ ผมว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่น่าสนใจมาก มีความเป็นตัว ของตัวเองสูง มีความลึกลับ มีอารมณ์ขันสูงนะ และก็น่ารัก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมก็ขอสมอ้างว่าผม
คงรู้จักตัวตนของเธอมากที่สุดและกัน ^ ^
หลายๆครั้งที่พบได้พบว่าผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความงี่เง่าอยู่ในตัวทุกคน(ประมาณว่าผู้หญิงคงคิดยังงี้ กับผู้ชายเหมือนกันหน่ะแหล่ะ)
อ่ะ จะจับผิดอ่ะดิว่าผมจะบอกว่าเธอนั้นไม่มี ผิดครับท่านผู้อ่านทั้งหลาย ผมบอกตรงๆเลย เธอก็มีความงี่ เง่าเหมือนผู้หญิงทั่วไปหล่ะแหล่ะ แต่ว่าในส่วนของเธอนั้นผมว่าผมรับได้นะ คืองี่เง่าแต่ไม่เยอะจนเกินไป
อย่างไรนะหรือ คือเธองี่เง่าแต่ไม่ได้เจ้าอารมณ์นี่ครับ เธอไม่ได้ใช้อารมณ์แต่ใช้กลับเหตุผลในการ เจรจาแทน นั่นหล่ะคือข้อที่ดีมากๆๆของเธอเลยนะนี่ ผมคบกับเธอมานานพอควรแล้วหล่ะแต่ขอบอกว่า
เราทั้งคู่ยังไม่เคยทะเลาะกันเลยนะนี่ (ส่วนนี้ขอให้เป็นข้อเตือนใจสำหรับคนที่มีคู่นะ การคบกันไม่ใช่การ
เห็นแก่ตัว แต่มันเป็นการเรียนรู้จักการเสียสละและอดทน ผมอิจฉาหลายๆคนรอบๆตัวผมนะ คู่ของ
เขานั้นอยู่เคียงข้างกัน แต่พวก เขากลับไม่เห็นคุณค่า หาเรื่องทะเลาะ หาความผิดยัดเยียดให้กับอีกคน
จ้องที่จะเอาชนะกัน ถ้าจะให้พูดเลยนะ ผมสงสารพวกเขา เพราะเขาไม่รู้อะไรเลยว่าพวกเขาโชคดีแค่
ไหน ที่ตอนนี้คู่ของเขายังคงอยู่เคียงข้างกัน ไม่ได้ห่างไกลกันเหมือนกันผม เป็นผมนะ ผมจะทำช่วงเวลา
นี้ให้ดีที่สุด เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นในอนาคต ในเมื่อวันนี้พวกคุณยังโชคดีที่ยังมีโอกาส
เก็บความรู้สึกดีๆต่อกันได้ แล้วทำไมถึงไม่รู้จักหาความสุขจากตรงนั้น ฉะนั้นถ้าอ่านแล้วคิดได้ก็ขอให้
เริ่มซะตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนมันจะไม่มีโอกาส เพราะผมเคยผ่านมันมาแล้ว แบบที่เขาว่ากว่าจะรู้จักคุณค่า
นั้นก็เมื่อสูญเสียไปแล้ว)
ผมเคยเขียนข้อความแบบนี้เพื่อที่จะส่งให้เธอหลายๆต่อหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้เคยส่งสักที ครั้งนี้ไม่ พลาดแล้วครับ วันนี้ ตอนนี้ เวลานี้ ที่มานั่งเขียนก็เพราะรู้สึกคิดถึงเธอเป็นอย่างมาก (T . T) แต่ก็รู้ก็ดีนะ ที่ได้เขียน เอาเป็นว่าถ้าใครอยากอ่านต่อ ผมขอไว้เป็นครั้งถัดไปละกัน เพราะจะให้เขียนทีเดียวหมดนี่ต้องตายคาเครื่องแน่ๆ รับรองว่ามีเขียนต่อเรื่อยๆแน่ ^ ^ รักหมูฮับ 4 July การให้ความเคารพต่อตนเองวันนี้ก็ไม่มีอะไรหรอก แต่เกิดอยากเขียนแบบชาวบ้านเขาขึ้นมามั่ง เรื่องของเรื่องที่จะมาพูดวันนี้ก็คือ
การให้ความเคารพต่อตัวเอง
การทำอะไรสักอย่างให้มันสำเร็จอย่างที่เราต้องการ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ต้องมีการวางแผน คิดอย่างรอบคอบ ลงมือปฎิบัติทำอย่างเต็มที่ บวกด้วยความอดทน และมุ่งมั่น แต่กระนั้นสิ่งที่คนเราได้มองข้ามกันไปคือการให้ความเคารพต่อตนเอง
สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก สังเกตไหมว่าการที่เราจะทำอะไรที่มันใหม่และไม่เคยได้กระทำมาก่อนนั้น จะเกิด ความกลัวต่อความผิดหวังในสิ่งที่คาดหวัง รู้สึกไหมว่าความคิดที่มันผุดเข้ามาคือ "เราทำไม่ได้" "แล้วเราจะทำได้ยังไง" "เราต้องทำไม่ได้แน่ๆ"เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติที่คนเราทุกคนต้องเจอหรือว่าได้ประสบกันมาแล้วทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนเก่งหรือว่าคนไม่เก่ง คนประสบความสำเร็จ หรือว่าคนที่ล้มเหลว แต่ว่าทำไมบุคคลที่เราเรียกเขาว่า คนเก่งหรือว่าคนที่ประสบความสำเร็จ ถึงได้ผ่านจุดนั้นมาได้ สิ่งที่คน 2 ประเภทนี้ต่างจากอีกพวกนึง คือ พวกเขามีความเคารพในตัวเอง การลงมือทำงานชิ้นนึง มันไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ ทุกคนจะต้องเดินผ่านเส้นทางที่เหมือนกัน แรกเริ่มคุณจะพบกับคำถามจากตัวเองว่าเราจะทำได้หรือ เราจะทำให้งานชิ้นนี้ประสบกับความสำเร็จได้หรือ เราจะทำได้อย่างไร บุคคลจำพวกแรกเขามีความเชื่อมั่นในตัวเอง เขารู้ว่ามันไม่ง่ายหรอกในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ งานอาจจะยากหรือว่าลำบากจนคาดไม่ถึง แต่จะสบประมาทตัวเองไปทำไม ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในตัวเองว่าตนเองทำได้ แล้วผู้ร่วมงานหรือคนรอบข้างที่เขาฝากความหวังไว้กับเรา พวกเขาจะยังมีความเชื่อมั่นในตัวเราได้อีกหรือ
สิ่งนี้เป็นที่ที่ทำได้เอง ไม่ต้องรอฟ้า ฝน มาดลบันดาล ให้มันเกิด เราสร้างมันขึ้นมาได้เอง ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำหรือเปล่า
กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าขาดแม้แต่กำลังใจจากตัวเอง เราจะออกไปสู้รบปรบมือกับเหตุการณ์ข้างหน้าได้อย่างไร
จงเชื่อมั่นในตนเองว่าว่าคุณทำได้ หรือว่าจะยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงมือกระทำ.... |
||||
|
|